RSV ภัยร้ายที่ยังไม่มียารักษา อันตรายต่อลูกน้อย แพร่เชื้อคล้าย ” โควิด-19 

กลายเป็นภัยร้ายช่วงปลายฝนต้นหนาว ที่ทำให้บรรดาแม่ๆ หลายคนกังวล สำหรับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV เชื้อนี้อาจเหมือนไข้หวัดธรรมดา แต่อันตรายถึงชีวิต เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และกำลังระบาดอย่างหนักในช่วงนี้

นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า เชื้อไวรัส RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ เชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านทางการไอ, จาม, น้ำมูก, น้ำลาย และเสมหะจากผู้ติดเชื้อไวรัส โดยเชื้อ RSV สามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยผ่านทางเยื่อบุตา, จมูก, ปาก หรือผ่านทางการสัมผัสเชื้อโดยตรงจากการจับมือ

สำหรับการติดเชื้อดังกล่าวมักพบในเด็กเล็กซึ่งเป็นวัยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงและเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคปอดเรื้อรัง, โรคหอบหืด, โรคหัวใจ, ภูมิคุ้มกันบกพร่อง, ทารกคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น

ขณะที่ พญ.ณัชชา สากระจาย กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจเด็ก รพ.พริ้นซ์ อุบลราชธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า เชื้อ RSV วิธีการติดเชื้อคล้ายโควิด-19 และก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกันด้วย โดยผู้ที่ติดเชื้อ RSV จะมีการปล่อยเชื้อไวรัสออกจากสารคัดหลั่งประมาณ 2 สัปดาห์ ผู้ที่ได้รับเชื้อ RSV เข้าสู่ร่างกายมักจะมีระยะฟักตัว 3 ถึง 5 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการของระบบทางเดินหายใจ คล้ายกับไข้หวัดธรรมดาเลย

ทั้งนี้ อาการของผู้ป่วยติดเชื้อ RSV มีความแตกต่างกันไปตามวัย หากเกิดในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคปอด, โรคหัวใจ ก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง เช่นเดียวกับในกรณีเด็กเล็กๆ ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจทำให้มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเด็กเล็กที่มีอายุประมาณ 3-5 ขวบ ซึ่งแสดงอาการต่างกันตามช่วงวัยของเด็กเล็ก ดังนี้

1. กรณีทารกคลอดก่อนกำหนด และทารกในช่วงเดือนแรก

  • จะมีอาการดูดนมน้อยลง ซึมลง บางรายมีอาการหยุดหายใจ บางรายอาจมีอาการคล้ายการติดเชื้อในกระแสเลือดได้

2. กรณีเด็กช่วง 2 ขวบปีแรก

 
  • มักเริ่มจากอาการไข้ต่ำๆ มีน้ำมูก จาม นำมาก่อน 1 ถึง 3 วัน ต่อมาเริ่มมีอาการไอ หายใจเร็วขึ้น หายใจลำบาก เด็กบางรายมีการติดเชื้อของระบบหายใจส่วนล่าง ได้แก่ ภาวะหลอดลมฝอย หรือหลอดลมส่วนปลายอักเสบ (Bronchiolitis) หากเชื้อลุกลามไปยังถุงลมจะเกิดภาวะปอดอักเสบได้ (Pneumonia)

3. เด็กอายุ 2 ถึง 5 ปี

  • นอกจากเชื้อ RSV จะทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนล่างแล้ว ยังทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน และเกิดกลุ่มอาการ Croup (การอักเสบของกล่องเสียงและทางเดินหายใจส่วนบน) ได้
  • ส่วนการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ RSV ทำได้เพียงรักษาตามอาการ ได้แก่ การให้ยาลดไข้, ยาแก้ไอ ขับเสมหะ ยาลดน้ำมูก โดยเน้นการดูแลระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสชนิดนี้ สำหรับการศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนในเด็กวัย 6-24 เดือน อยู่ระหว่างการวิจัยพัฒนา

    ขณะที่ “นมแม่” สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคติดเชื้อ RSV ชนิดรุนแรงได้ในช่วงวัยทารก นอกจากนี้ ภูมิคุ้มกันจากมารดา anti-RSV IgG ที่ส่งผ่านมาทางรก ช่วยลดการติดเชื้อ RSV ในทารกช่วง 4 เดือนแรกของชีวิตได้ด้วย

    อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง ก่อนสัมผัส หรือดูแลเด็ก และหลีกเลี่ยงการจูบ หรือหอมเด็ก เพราะอาจเป็นการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว ใส่หน้ากากอนามัยป้องกันหากมีการสัมผัสผู้ป่วย ดูแลบุตรหลานให้อยู่ห่างผู้ป่วยที่สงสัยว่าติดเชื้อ และไม่นำบุตรหลานไปในที่ชุมชน สถานที่ที่มีคนเยอะ ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงโอกาสสัมผัสโรคนี้ได้

     

    Credit ข่าว / ไทยรัฐออนไลน์
    ขอบคุณผู้เขียนข่าว : กนก โฆษกสุขภาพ
    ขอบคุณ : นายแพทย์อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, พญ.ณัชชา สากระจาย กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจเด็ก รพ.พริ้นซ์ อุบลราชธานี
    ขอบคุณข้อมูลอินโฟกราฟิก : กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข